
มันเป็นความร้อนรุ่ม รุ่มร้อน เมื่อได้รู้สึก...จึงหนี(โลก)ร้อน ไปพัก(งาน)ร้อน เชื่อว่า คงไม่มีใครอยากทนร้อนนักในช่วงที่ความร้อนคุกคาม งานที่ต้องบอกให้รู้ว่าโลกร้อนมันกลายเป็นประเด็นรณรงค์ตามเวทีการประชุม ในเวทีเราก็วิพากษ์และนำเสนอ นอกเวทีนั้นโลกร้อนกลายเป็นอากาศ แล้วยังไงหรือ
ไม่มีความรู้ใดจะชาญฉลาดเท่ากับการลงมือและกระทำ ต่อให้รู้มากจนรอบด้าน หากไม่ปฏิบัติ ดีแต่พูดและนำเสนอ มันจะได้อะไรขึ้นมา ลุยไปเลยยืนนอกห้องแอร์อันเย็นฉ่ำ แล้วตะโกนว่าโลกร้อน ดูน่าจะเหมาะกว่า
โลกร้อน ก็ร้อนไป ยังไม่เดือดร้อน เพราะไม่รู้ว่า โลกร้อนกับการเมืองกำลังจะกลายเป็นเรื่องเดียว
การเมืองนำโลกร้อน ย่อมวิกฤตหนัก เพราะแท้จริงคือไม่มีอะไรคืบหน้า มีเพียงวาทะกรรมอันสวยหรู แต่ดูไม่ได้ รณรงค์คนละภาษา นโยบายโยนภาระเป็นเรื่องถนัดของวาทศิลป์การเมือง และมันก็ชี้นำโลกร้อนให้ร้อนทั่วโลกอย่างเท่าเทียม แม้ว่าชนชาติใดไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้อะไรเลย อย่างชนพื้นเมือง คนป่า ยังอยู่ในสังคมโลกเล็กของตน แต่ก็โดนไปด้วย โดนรุกรานด้วยกติกา ข้อตกลงที่ตั้งเงื่อนงำให้โลกอยู่ในมือของประเทศบางกลุ่ม เพราะมีเงินเท่านั้นที่ครองโลก (เงินแก้โลกร้อน โดยการโปรยเงินในแบบวิธีต่างๆ) อันนี้เชื่อว่า แนวทางการแสดงอิทธิพลงของเงินมันแพร่สะพัดไปทั่ว หลายประเทศนิยมคอร์รับชั่นย่อมปรารถนาเงินและเห็นด้วยกับเงินยังคงมีอยู่มาก (ประชาชนเอ๋ย โครตแย่อย่างไม่มีทางเลือก)
อย่างไรแล้วแต่ ยังไม่เชื่อและชิงชังแนวคิดจากประเทศชั้นนำของโลก เพราะเราไม่อาจเชื่อได้ เพราะสุดท้ายมันก็คือ การกุมสถานการณ์อย่างนักล่าโดยสันดาน
วันนี้เหล่าประเทศที่ไม่ชั้นนำ ที่ไม่อาจยืนอยู่แถวหน้าของโลก กลับต้องเดินตาม วิ่งพล่านให้ทันเรื่องโลกร้อน แถมสนุกกับการช่วยโลกแบบงี่เง่า (พฤติกรรมเช่นนี้ปรากฏแล้วในประเทศ...) อะไรๆ ก็โลกร้อน พวกแกยอมรับชะตากรรมเสียเถิด เพราะมันเป็นไปได้เพียง 0.01 % ที่จะทำให้โลกสงบเย็น มองไปทางไหนก็เจอแต่พวกที่ทำให้โลกร้อน (รวมทั้งคุณ ผม เธอ )
ขอพักร้อนอยู่กับความร้อนจริงๆ น่าจะดีกว่า
สวัสดีมนุษย์โลก