28.9.52

เก็บบันทึกสิ่งแวดล้อมของเราในวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยน


เราควรเริ่มที่จะจดและเก็บบันทึกสิ่งแวดล้อมของเราในวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยน…นั่นหมายความว่าเราต้องรีบทำในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกิน

จากประเด็นโลกร้อนทำให้มีการรวมกลุ่มของศิลปิน ช่างภาพที่ออสเตรเลียในการร่วมกันทำกิจกรรมบันทึกภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมในผืนป่า ทะเล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาคิดกันว่า เรื่องราวที่ถูกบันทึกในวันนี้ จะถูกพูดถึงในวันพรุ่งนี้ และมันเป็นเรื่องสำคัญ

ใช่ เรารณรงค์กันจนลืมนึกถึงการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ
ใช่ เราต้องทำให้มากกว่าพูด....
พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางบันทึกภาพที่นี่ ที่โน้น ที่นั่น......บ้านของเรา ประเทศไทย

23.9.52

เราต่างก็อ่อนแอกว่าเดิม


เราต่างก็อ่อนแอกว่าเดิม หากจะให้ใครสักคนปรับวิถีชีวิตตัวเองเพื่อสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องยาก เราไม่อาจลำบาก หากชีวิตมีความสบาย เราอยากจะเปิดแอร์เย็นฉ่ำทุกครั้งที่เราร้อน เราอยากขับรถและไม่อยากเดิน เราอยากมีอุปกรณ์มากมาย เช่น มือถือรุ่นใหม่ และเราไม่อาจหักห้ามใจในการกินอาหารจำนวนมากด้วยความอร่อย เราตกเป็นทาสการบริโภคทุกอย่างโดยสิ้นเชิง เราไม่อาจช่วยลดโลกร้อนได้ หากเรายังดำเนินชีวิตเช่นเดิม และหากทุกคนเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคทุกอย่างลงระบบเศรษฐกิจก็จะพัง ทุนนิยมจะล่มสลาย และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่โลกทุนนิยมคิดหนัก ซึ่งสวนทางกับปัญหาโลกร้อน และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ภาคเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ต้องมานั่งเจรจาต่อรอง


สิ่งที่ยากที่สุด ก็เนืองมาจากการกระทำของเราเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ เรามีสิทธิเลือกชีวิตให้ดีขึ้นได้มากจากระบบทุนนิยมที่สร้างเงิน สร้างงาน สร้างความฟุ้งเฟื้อไว้มากมาย เราไม่ต้องการใบตอง ไม่ต้องการถุงกระดาษ เราเลือกความทันสมัย แล้วเราตอบสนองแนวคิดทุนนิยมได้อย่างสมบูรณ์แบบ และแทบจะไม่มีใครหนีพ้น ทุกอย่างถูกพัฒนาและพัฒนาตามความต้องการของมนุษย์และรองรับพฤติกรรมใหม่ของมนุษย์


มนุษย์โลกหกพันล้านกว่าคน ทุกคนดำเนินชีวิตเหมือนกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียที่มีประชากรโลกที่สูงยิ่งทำให้การบริโภค การใช้ทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้น และไม่อาจหยุดยั้ง เช่น ในประเทศจีนมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรง ภายในหนึ่งสัปดาห์ ในอินเดียมีสายการบินราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนเดินทางได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น เพียงแค่สองอย่างที่พูดถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ก็ลองประเมินดู


มีข้อมูลระบุชัดเจนว่า ที่ผ่านมาอเมริกาคือประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด แต่ตอนนี้ประเทศจีนก็กำลังจะตามขึ้นมาเป็นอันดับสอง สองประเทศนี้รวมกันทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นสามเท่า และหากเป็นเช่นนี้ต่อไปยิ่งจะทำให้ภาวะโลกร้อนยิ่งส่งผลกระทบอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในอดีต


ในโลกทีมีประชากรมหาศาลเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรืองง่าย และยากมากทีเดียว วันนี้มีเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้ เล็กน้อยมาก .....ขับรถคันเล็กลง เลิกบริโภคเนื้อสัตว์ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้โทรศัพท์บ้านหรือสำนักงานแทน ลดการใช้กระดาษ เลิกพิมพ์เอกสาร ลดการเดินทางลง โดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบิน ปรับระบบน้ำภายในบ้านให้เป็นรีไซเคิล ลดการใช้พลังงานภายในบ้านลง ใช้พลังงานทางเลือก ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง เลิกใช้ถุงพลาสติก เรียนรู้การกำจัดขยะอินทรีย์ภายในบ้าน กินอาหารเท่าที่มีขายในชุมชน และต้องสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าใจในสิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงความสำคัญ ฯลฯ ยังมีอีกมายที่จะทำ มนุษย์ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เพราะภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมของมนุษย์
หลายคนที่ทำงานกับสิ่งแวดล้อมต่างพยายามทำงานหนัก แต่หลายคนก็สิ้นหวัง ...จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่

14.9.52

ภาวะโลกร้อน เร่งความเร็วขึ้นแล้วและเร็วขึ้น เร็วขึ้น


คำว่า...ภาวะโลกร้อนเริ่มปรากฏเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เริ่มมีการพูดถึง เริ่มมีการเขียนถึง กลายเป็นคำใหม่ที่ยังไม่เข้าใจมากนัก มันเริ่มปรากฏต่อสายตาของสังคมซึ่งมาจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะพูดถึงวิกฤตการณ์ของสภาพอากาศในอนาคต ในยุคนั้นนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ถูกคนในสังคมเรียกว่า พวกที่มองโลกในแง่ร้าย ....


สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น
มาถึงวันนี้ เราได้เห็นฤทธิ์เดชของคำๆนี้ทั้งตัวหนังสือและผลกระทบ เราได้เข้าใจมากขึ้นจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทีเปลี่ยนแปลง แล้วโลกร้อนก็ร้อนในทุกเวทีโลกในขณะนี้ ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นเร่งด่วนของโลกที่ต้องตั้งรับและเตรียมพร้อม เพื่อให้โลกร้อนลดอุณหภูมิลง
โลกร้อนเป็นปรากฏการณ์จากพฤติกรรมของมนุษย์
ประชากรร้อยละ 20 ใช้ทรัพยากรโลกมากถึงร้อยละ 80
ทุกๆ ปีป่าหายไป 13 ล้านเฮกต้า
80 % ของพลังงานที่เราใช้มาจากฟอสซิล
ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นโลก 40 % คุณภาพลดต่ำลง
สิ่งที่เกิดขึ้น...บอกเราว่าระบบนิเวศน์ไร้พรมแดน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกถูกทำลาย ทุกๆส่วนของโลกก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ผืนแผ่นดินเหลือน้อยลงจากภาวะโลกร้อน
ร้อยละ 70 ประชากรอาศัยในพื้นที่แนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
หากน้ำทะเลหนุนสูงแล้วเมืองใหญ่จะทำอย่างไร ในขณะที่ประเทศหมู่เกาะกำลังเตรียมหาพื้นที่ใหม่
จะมีผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 200 ล้านคนในปี 2050
แนวปะการังอ่อนไหวต่ออุณหภูมิเพียงเล็กน้อย ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศสิ่งมีชีวิต
วันนี้สามในสี่ของพื้นที่ทำประมง จำนวนปลาลดลง และลดลงอย่างมาก
ฯลฯ
คุณทำได้...
จงเป็นผู้บริโภคทีดี คิดถึงสิ่งที่ซื้อ
การพัฒนาพลังงานใหม่เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ เรียนรู้ที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม คลื่น
อย่ากังวลเลย
สายเกินกว่าที่จะมองโลกในแง่ร้ายอีกต่อไป เรามีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก มีเวลาไม่ถึง 10 ปีในการต่อสู้
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ทีว่าอะไรหายไป แต่อยู่ที่ว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง
แล้วเราจะรออะไรอีก


หมายเหตุ : ข้อมูลมาจากสารคดีเพื่อบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของโลกจากภาวะโลกร้อน Home นี่เป็นเนื้อหาสั้นๆ เพียงส่วนหนึ่งของเรืองราวทั้งหมด และมันเป็นที่สิ่งที่อยากจะบอกต่อและบอกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับรู้และรับฟังสิ่งที่พึ่งตระหนัก

10.9.52

มันยิ่งกว่าการต่อสู้


กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง กลุ่มอนุรักษ์ฯ บ้านกรูด รวมถึงพี่น้องชาวบางสะพานที่ร่วมคัดค้านการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ลงแขกช่วยกันดำนาเพื่อเป็นเสบียงกรังในการต่อสู้คัดค้านอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ

ต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดและทรัพยากรธรรมชาติยังอีกยาวนาน เพราะจากการที่ภาครัฐและทุนร่วมมือกันในการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใน มาตราที่ 67 วรรคสอง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 เป็นการกระทำที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการโดยติดข้อกฎหมายตามมาตราที่ 67 ให้มีโอกาสที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยที่ไม่คำนึงถึงประชาชนในพื้นที่ว่าจะต้องสูญเสียทั้งธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เคยดำรงอยู่


“ หากเรามีข้าวเอง กับข้าวเราไม่ต้องกังวล เนื่องจากส่วนใหญ่เรามีทั้งพี่น้องชาวประมง พี่น้องที่ทำการเกษตรก็ร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องกับข้าวกับปลา ดังนั้นเราจะไม่เดือดร้อนในเรื่องทุนที่จะต้องมาซื้อข้าว ก็ลองดูว่ากลุ่มทุนที่จะมาสร้างโรงถลุงมูลค่า 90,000 ล้านบาทในเฟสแรก จะสู้กับชาวบ้านที่เอาชีวิตมาเดิมพันในการปกป้องทรัพยากรและถิ่นฐานของตัวเองได้หรือไม่ เราก็แก่แล้วแต่ที่ต้องสู้ก็เพื่อลูกหลานจะได้มีชีวิตที่ปลอดภัยจากมลพิษ เพราะหากเราไม่สู้คนที่นี่ก็คงต้องเดือดร้อนเหมือนคนที่มาบตาพุด ” ลุงสมพร บัวโรย ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ต.แม่รำพึง

นี่แหละ พลังชุมชนต้นแบบ แบบฉบับภาคประชาชน

7.9.52

ถกเถียงดีกว่าต่อสู้ เคลื่อนไหวดีกว่าปฏิวัติ


ในสังคมไทยมีคนบางคนพูดว่า " พวกเราไม่เคยถกเถียงกัน แต่พวกเราชอบทีจะต่อสู้" มันคงจะจริง เมื่อการต่อสู้เกิดขึ้นมันก็จะมีแค่ผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่หากถกเถียงยิ่งจะทำให้ได้คำตอบ ....แล้วคำตอบมิใช่หรือที่เราต้องการ


สมการทางสังคมแบบนี้ เราไม่เคยเอามาใช้กันแบบจริงจัง บางทีเราถกเถียงแค่อวดภูมิ เถียงเพื่อชนะ (อันนี้อย่าไปคบมัน ไร้เหตุผล อย่าเสียงเวลาเถียงกับมัน อาจจะมีเยอะในทุกระดับ) ในเมื่อไม่ปรารถนาที่จะได้คำตอบทีดีที่สุดจากการถกเถียง ก็มันจะกลายเป็นการต่อสู้ (นานา)


นับครั้งได้เลยที่คนในสังคมไทยจึงเลือกที่จะต่อสู้และหลบหลีก ....ต่อสู้มันง่าย และมักง่ายเสมอ สีเหลือง สีแดง ก็เป็นเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เลือกการต่อสู้ เลือกที่จะสร้างเวทีการต่อสู้ให้มันโชกโชนและหลงทางกันไป โดยที่ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ที่ควรเป็น มันเป็นพฤติกรรมการทดลองของสังคมใหม่ ที่เลือกจะปฏิบัติ มันเป็นเหมือนแบบจำลองแบบการปฏิวัติทางความคิด แต่แสดงออกแบบไฮปาร์ค


เราสนับสนุนให้มีการเคลื่อนไหวการต่อสู้ทางสังคม ขณะเดียวกันเราก็ต้องการให้มีการถกเถียงทางความคิดให้รู้ว่า...สิ่งที่เราคิดมันคืออะไร


การปฏิวัติมันมีความชัดเจนในบริบท แต่การเคลื่อนไหวมันเป็นส่วนหนึ่งของความคิดที่แตกต่าง แนวคิด แนวทางการปฏิวัติในอดีต ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา จนกระทั่งการปฏิวัติเบ่งบานในยุค 60-80 ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติก็เป็นเสมือนพลังงานชนิดหนึ่งที่อาจจะหมดไป แต่ก็พร้อมที่จะกลับมาใหม่ได้ และต้นแบบคนต่อคน รุ่นต่อรุ่นก็ปรับเปลี่ยนการปฏิวัติไปตามกระแสสังคม


การปฏิวัติมันจบลง ตั้งแต่เช กูวารา จบชีวิตลง จะไม่มีการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่เช่นนี้ เมื่อสังคมได้ก้าวสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว นี่คือคำกล่าวทิ้งท้ายของการไว้อาลัยให้กับนักปฏิวัติคนนี้


โลกนี้มีแง่มุมมากเหลือเกินที่จะนำมาเล่นให้แพรวพราว เพียงแต่จะตรงจุดที่พอดีหรือไม่ ไม่ว่าใครก็ตามหากคิดจะถกเถียงก็ขอให้เริ่มต้น ก่อนที่เดินออกมาต่อสู้ เพราะไม่เช่นนั้น ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งพ่ายแพ้


ในยุคนี้ความรู้จริงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าจะยากและซับซ้อนเกินที่จะเข้าใจ แต่เราเองก็ต้องเรียนรู้ให้รู้ได้มากที่สุด สังคมถึงจะรอด อนาคตมองว่าโลกจำเป็นต้องถูกแก้ไขด้วยความรู้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ความไม่รู้ และนำความไม่รู้แพร่กว้างจนสร้างปัญหา


ไม่ว่าจะอย่างไร การถกเถียงคือการใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้ความรับผิดชอบ แม้ว่าต้องทนฟังคนที่เถียงด้วยเป็นภาษามอ ก็ตาม