
จากที่ตั้งทำเลของเมืองสตูล โดยเฉพาะที่เส้นทางอำเภอละงู – ตรัง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของเมืองชายฝั่งทะเล เราผ่านผืนนา สวนยาง ผ่านชุมชนเล็กๆ มากมาย ผ่านอำเภอที่มีตึกเก่าริมทาง สวยแบบดั้งเดิม ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุเกส ในพื้นที่ภาคใต้สถาปัตยกรรมลักษณะนี้มาพร้อมความเจริญทางการค้า มาเลเซียจะเรียกลักษณะอาคารเช่นนี้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนปนฝรั่ง ซึ่งอาคารก่อสร้างเช่นนี้เราจะพบเห็นมากในหลายเมือง เช่น ภูเก็ต พังงา สงขลา ล้วนแต่เป็นเมืองการค้าในอดีต สิ่งที่หลงเหลือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเส้นทางเก่า บรรยากาศเก่าๆ ที่ตกค้างริมทางแบบนี้ มันทำให้รู้สึกเสมอว่า อดีตนั้นสวยงามเสมอ หากเพราะเมืองปัจจุบันไม่สงบงามเช่นแต่ก่อน
สิ่งที่จะเกิดขึ้น...สะพานเศรษฐกิจภาคใต้ : Southern Land Bridge
สิ่งที่จะเกิดขึ้น...สะพานเศรษฐกิจภาคใต้ : Southern Land Bridge
อำเภอละงู จังหวัดสตูล อำเภอใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นท่องเที่ยวทะเล มีท่าเรือไปตามหมู่เกาะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาะตะรุเตาที่มีชื่อเสียง และสามารถเดินทางไปเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งท่าเรือท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงทำให้อำเภอละงู กลายเป็นอำเภอสำคัญของจังหวัด และเป็นจุดกำหนดทีตั้งท่าเรือน้ำลึกบริเวณปากบารา ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ยังไม่จบ
โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ระยะที่ 1 (2553-2558) ท่าเรือน้ำลึกเป็นท่าเทียบเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ จำนวน 3 ท่า และท่าเรือบริการ อาคารปฏิบัติงาน สะพาน และถนนเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึก และทางรถไฟเข้าท่าเรือ รวมวงเงินลงทุน 1.14 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นความยาว 1,350 เมตร ขุดลอกร่องน้ำลึก 13 เมตรจากระดับน้ำลงต่ำสุดเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร
หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านบริเวณรอบอ่าวละงูกว่า 6.4 พันครัวเรือน 28 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ ได้แก่ ละงู ท่าแพ และ อ.เมือง โดยมีเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนกว่า 1.7 พันลำ และเรือประมงพาณิชย์อีก 385 ลำ รวมถึงเรือประมงที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกหลายพันลำ
ต้องยอมรับและต้องเชื่อว่า...ความเสียหายของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ระบบนิเวศทางทะเล ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความอุดมสมบูรณ์ยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นฐานหลักของความมั่นคงทางอาหาร การปกป้องแหล่งอาหารคือเรื่องจำเป็น ที่ถือเป็นสิทธิของชุมชนที่จะออกมาแสดงความเห็นต่อการพัฒนาเหล่านี้ หากโครงการนี้ดำเนินตามแผนงานตามที่กล่าวมาทั้งหมด ย่อมหมายความว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และไม่อาจกลับไปเหมือนเดิม
ชุมชนริมฝั่ง ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ที่พี่งพาอาศัยทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กที่ไม่อาจสร้างรายได้เทียบเท่าโครงการใหญ่ๆ แต่พวกเขาคือคนที่มีสิทธิมากที่สุดในการรักษาชุมชนของตนเอง ไม่ใช่นายทุนจากภายนอก ที่จะมาฉกฉวยเอาแต่ผลประโยชน์ชุมชนพวกเขาเหล่านั้น หากมีการต่อต้านหรือคัดค้านโครงการก็ไม่ใช่เป็นความผิดแต่อย่างใด เพราะสิทธิชุมชนย่อมเป็นของชุมชนเช่นกัน
เราอยู่ห่างจากโลกสิ่งแวดล้อมหรืออย่างไร จึงลืมคิดไปว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดก็คือ ทรัพยากรและการยังชีพ ดำรงชีพได้เหมือนเดิม แต่ตัวเลขรายได้จากการพัฒนานั้นก็เพียงแค่กลุ่มนายทุนเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์
อ่านเรื่องเต็มได้ที่ http://www.ngosthailand.com/







