31.8.52

คิดถึงสตูล ฝั่งทะเลอันดามันใต้


จากที่ตั้งทำเลของเมืองสตูล โดยเฉพาะที่เส้นทางอำเภอละงู – ตรัง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของเมืองชายฝั่งทะเล เราผ่านผืนนา สวนยาง ผ่านชุมชนเล็กๆ มากมาย ผ่านอำเภอที่มีตึกเก่าริมทาง สวยแบบดั้งเดิม ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุเกส ในพื้นที่ภาคใต้สถาปัตยกรรมลักษณะนี้มาพร้อมความเจริญทางการค้า มาเลเซียจะเรียกลักษณะอาคารเช่นนี้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนปนฝรั่ง ซึ่งอาคารก่อสร้างเช่นนี้เราจะพบเห็นมากในหลายเมือง เช่น ภูเก็ต พังงา สงขลา ล้วนแต่เป็นเมืองการค้าในอดีต สิ่งที่หลงเหลือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเส้นทางเก่า บรรยากาศเก่าๆ ที่ตกค้างริมทางแบบนี้ มันทำให้รู้สึกเสมอว่า อดีตนั้นสวยงามเสมอ หากเพราะเมืองปัจจุบันไม่สงบงามเช่นแต่ก่อน

สิ่งที่จะเกิดขึ้น...สะพานเศรษฐกิจภาคใต้ : Southern Land Bridge
อำเภอละงู จังหวัดสตูล อำเภอใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นท่องเที่ยวทะเล มีท่าเรือไปตามหมู่เกาะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาะตะรุเตาที่มีชื่อเสียง และสามารถเดินทางไปเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งท่าเรือท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงทำให้อำเภอละงู กลายเป็นอำเภอสำคัญของจังหวัด และเป็นจุดกำหนดทีตั้งท่าเรือน้ำลึกบริเวณปากบารา ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ยังไม่จบ
โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ระยะที่ 1 (2553-2558) ท่าเรือน้ำลึกเป็นท่าเทียบเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ จำนวน 3 ท่า และท่าเรือบริการ อาคารปฏิบัติงาน สะพาน และถนนเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึก และทางรถไฟเข้าท่าเรือ รวมวงเงินลงทุน 1.14 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นความยาว 1,350 เมตร ขุดลอกร่องน้ำลึก 13 เมตรจากระดับน้ำลงต่ำสุดเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร

หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านบริเวณรอบอ่าวละงูกว่า 6.4 พันครัวเรือน 28 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ ได้แก่ ละงู ท่าแพ และ อ.เมือง โดยมีเรือประมงที่ขึ้นทะเบียนกว่า 1.7 พันลำ และเรือประมงพาณิชย์อีก 385 ลำ รวมถึงเรือประมงที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกหลายพันลำ

ต้องยอมรับและต้องเชื่อว่า...ความเสียหายของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ระบบนิเวศทางทะเล ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความอุดมสมบูรณ์ยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นฐานหลักของความมั่นคงทางอาหาร การปกป้องแหล่งอาหารคือเรื่องจำเป็น ที่ถือเป็นสิทธิของชุมชนที่จะออกมาแสดงความเห็นต่อการพัฒนาเหล่านี้ หากโครงการนี้ดำเนินตามแผนงานตามที่กล่าวมาทั้งหมด ย่อมหมายความว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และไม่อาจกลับไปเหมือนเดิม


ชุมชนริมฝั่ง ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ที่พี่งพาอาศัยทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กที่ไม่อาจสร้างรายได้เทียบเท่าโครงการใหญ่ๆ แต่พวกเขาคือคนที่มีสิทธิมากที่สุดในการรักษาชุมชนของตนเอง ไม่ใช่นายทุนจากภายนอก ที่จะมาฉกฉวยเอาแต่ผลประโยชน์ชุมชนพวกเขาเหล่านั้น หากมีการต่อต้านหรือคัดค้านโครงการก็ไม่ใช่เป็นความผิดแต่อย่างใด เพราะสิทธิชุมชนย่อมเป็นของชุมชนเช่นกัน

เราอยู่ห่างจากโลกสิ่งแวดล้อมหรืออย่างไร จึงลืมคิดไปว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดก็คือ ทรัพยากรและการยังชีพ ดำรงชีพได้เหมือนเดิม แต่ตัวเลขรายได้จากการพัฒนานั้นก็เพียงแค่กลุ่มนายทุนเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์

อ่านเรื่องเต็มได้ที่ http://www.ngosthailand.com/

22.8.52

พื้นที่ชายฝั่งหายไป (ทุกปี)


ถ้าอุณหภูมิในทะเลยิ่งร้อน ยิ่งจะทำให้การก่อตัวของพายุในทะเลเกิดเร็วขึ้นได้ จากสถิติการเกิดพายุที่เกิดขึ้นในประเทศไทยพบว่า มีจำนวนลดลง ขณะที่พายุขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างพายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น


ในอดีตการเกิดพายุขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลานานถึงหกถึงเจ็ดปีจะก่อตัวขึ้นสักครั้ง แต่ในขณะนี้ใช้เวลาเพียงสามถึงสี่ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าเราจะพบพายุขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาทางฝั่งอ่าวไทยมากขึ้นเป็นสองเท่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนกลาง ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงมาทีชุมพร สุราษฎร์ธานี จะอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดพายุไต้ฝุ่นมากขึ้น ตรงกันข้ามทางฝั่งทะเลภาคใต้ตอนล่าง อย่างสงขลา ปัตตานี นราธิวาส กระบี่ ตรัง สตูล จะมีความเสี่ยงลดลง


สิ่งที่ตามมากับเขตพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็คือ คลื่นพายุซัดฝั่ง หรือ storm surge พายุหมุนจะยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องมาจากความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำทะเลให้กลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา แล้วเคลื่อนตัวจากทะเลโถมกระแทรกชายฝั่ง หากเกิดขึ้นในอ่าวปิดอย่างอ่าวไทยผลที่เกิดขึ้นก็จะรุนแรงกว่าอ่าวเปิด ผลกระทบจากสตอมเซิร์ทอาจจะไม่ใช่เชิงกายภาพแค่ตึกพัง น้ำท่วมอย่างเดียว แต่มันนำน้ำเค็มเข้าไปปนเปื้อนกับแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม


ส่วนหนึ่งของปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งที่เกิดขึ้นมาจากสภาพอากาศที่ปรวนแปร ขณะนี้พื้นที่ชายฝั่งประเทศไทยหายไป 13,000 ไร่ คาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าพื้นที่ชายฝั่งจะหายไปราว 10.5 กิโลเมตร


การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งยังเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเมืองและการเติบโตของอุตสาหกรรมชายฝั่ง และในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การส่งเสริมการท่องเที่ยว การขนส่งทางทะเล การประมงน้ำเค็มและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะฟาร์มเลี้ยงกุ้งเพิ่มจาก 26% เป็น 47% ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและความเสื่อมโทรมทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้


ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยเกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่งเกือบทั้งหมด และเกิดขึ้นมานาน ซึ่งแนวชายฝั่งของไทยหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับการกัดเซาะในอัตรามากกว่า 1-5 เมตรต่อปี


จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 5 จังหวัดตอนบน ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะทาง 106.5 กิโลเมตร ถูกน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วกว่า 13,700 ไร่


การสูญเสียพื้นที่ทุกๆ ปีเช่นนี้...ไม่ใช่แค่เพียงผู้ที่อาศัยอยู่ชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแผ่นดินที่หายไปและการสูญเสียระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่ไม่อาจเรียกคืน ทรัพยากรทางทะเลจะลดน้อยลงอย่างรวดเร็วจากปัญหาดังกล่าว

ติดตามอ่านได้จาก http://www.ngosthailand.com/

20.8.52

Lenin said...


You can say....you need to change the world.
But you can't change yourself.
Pls, shut up

19.8.52

สิ้นศรัทธา

ชีวิตเติบโตมาพร้อมกับความฝัน ความเชื่อในความงดงามของสิ่งแวดล้อม สังคม ผู้คน และเรื่องราวมากมาย เราอยากมีชีวิตอยู่เพื่อหนึ่งเรื่องราว หนึ่งความฝัน ไม่รู้ว่าใครจะมีคำตอบกับชีวิตอย่างไร แต่รู้เพียงว่า ชีวิตนั้นงดงาม หากเราเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะดำรงอยู่ เหมือนกับคำที่ว่า จงใช้ชีวิต แต่อย่าให้ชีวิตถูกใช้

ความฝัน ความเชื่อที่มาบรรจบกัน ทำให้เราออกเดินทางแสวงหา และผจญภัย ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่เท่าที่มีอยู่ เมื่อเดินทางก็พบความจริงของสิ่งทีเรียกว่าชีวิต ได้เรียนรู้ในหลายรูปแบบ จนกระทั่งพลังงานของความฝันใฝ่ก็ค่อยดับๆ ลง เมื่อบางอย่างเปิดเผย สิ่งที่ซ่อนเร้นปรากฏ เราเติบโตและถูกหลอกให้เชื่อ งมงาย

เอาล่ะ เมื่อศรัทธาจบสิ้น ความจริงมิเคยจริง การอยู่หรือตายคือสิ่งที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป แต่มีเพียงคำถามและโจทย์แห่งสัมพันธภาพเท่านั้นที่เอ่ยปากว่า....

การตายนั้นเพื่อตัวเราเอง แต่การอยู่นั้นเพื่อคนอื่น

ในสายสัมพันธ์ทำให้การตายเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับตัวเอง มันง่ายนิดเดียว สายสัมพันธภาพที่ผ่านมานั้นมันโดดเดี่ยวมานาน

ความตายคือสิ่งสุดท้ายทีแท้จริง ที่เราต่างพบว่ามันคือความจริงของทั้งมวล

อยากตายมาหลายครั้งและสักวัน .....สิ้นศรัทธา

14.8.52

หนีร้อน พักร้อน


มันเป็นความร้อนรุ่ม รุ่มร้อน เมื่อได้รู้สึก...จึงหนี(โลก)ร้อน ไปพัก(งาน)ร้อน เชื่อว่า คงไม่มีใครอยากทนร้อนนักในช่วงที่ความร้อนคุกคาม งานที่ต้องบอกให้รู้ว่าโลกร้อนมันกลายเป็นประเด็นรณรงค์ตามเวทีการประชุม ในเวทีเราก็วิพากษ์และนำเสนอ นอกเวทีนั้นโลกร้อนกลายเป็นอากาศ แล้วยังไงหรือ

ไม่มีความรู้ใดจะชาญฉลาดเท่ากับการลงมือและกระทำ ต่อให้รู้มากจนรอบด้าน หากไม่ปฏิบัติ ดีแต่พูดและนำเสนอ มันจะได้อะไรขึ้นมา ลุยไปเลยยืนนอกห้องแอร์อันเย็นฉ่ำ แล้วตะโกนว่าโลกร้อน ดูน่าจะเหมาะกว่า

โลกร้อน ก็ร้อนไป ยังไม่เดือดร้อน เพราะไม่รู้ว่า โลกร้อนกับการเมืองกำลังจะกลายเป็นเรื่องเดียว


การเมืองนำโลกร้อน ย่อมวิกฤตหนัก เพราะแท้จริงคือไม่มีอะไรคืบหน้า มีเพียงวาทะกรรมอันสวยหรู แต่ดูไม่ได้ รณรงค์คนละภาษา นโยบายโยนภาระเป็นเรื่องถนัดของวาทศิลป์การเมือง และมันก็ชี้นำโลกร้อนให้ร้อนทั่วโลกอย่างเท่าเทียม แม้ว่าชนชาติใดไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้อะไรเลย อย่างชนพื้นเมือง คนป่า ยังอยู่ในสังคมโลกเล็กของตน แต่ก็โดนไปด้วย โดนรุกรานด้วยกติกา ข้อตกลงที่ตั้งเงื่อนงำให้โลกอยู่ในมือของประเทศบางกลุ่ม เพราะมีเงินเท่านั้นที่ครองโลก (เงินแก้โลกร้อน โดยการโปรยเงินในแบบวิธีต่างๆ) อันนี้เชื่อว่า แนวทางการแสดงอิทธิพลงของเงินมันแพร่สะพัดไปทั่ว หลายประเทศนิยมคอร์รับชั่นย่อมปรารถนาเงินและเห็นด้วยกับเงินยังคงมีอยู่มาก (ประชาชนเอ๋ย โครตแย่อย่างไม่มีทางเลือก)

อย่างไรแล้วแต่ ยังไม่เชื่อและชิงชังแนวคิดจากประเทศชั้นนำของโลก เพราะเราไม่อาจเชื่อได้ เพราะสุดท้ายมันก็คือ การกุมสถานการณ์อย่างนักล่าโดยสันดาน


วันนี้เหล่าประเทศที่ไม่ชั้นนำ ที่ไม่อาจยืนอยู่แถวหน้าของโลก กลับต้องเดินตาม วิ่งพล่านให้ทันเรื่องโลกร้อน แถมสนุกกับการช่วยโลกแบบงี่เง่า (พฤติกรรมเช่นนี้ปรากฏแล้วในประเทศ...) อะไรๆ ก็โลกร้อน พวกแกยอมรับชะตากรรมเสียเถิด เพราะมันเป็นไปได้เพียง 0.01 % ที่จะทำให้โลกสงบเย็น มองไปทางไหนก็เจอแต่พวกที่ทำให้โลกร้อน (รวมทั้งคุณ ผม เธอ )


ขอพักร้อนอยู่กับความร้อนจริงๆ น่าจะดีกว่า

สวัสดีมนุษย์โลก

8.8.52

เมืองในอุดมคติของอริสโตเติล Aristotle


อริสโตเติล นักปรัชญากรีกโบราณ พูดถึงระบอบการปกครองหกประเภท ซึ่งเขาวาดภาพขึ้นมาสำหรับพลเมืองหกแบบ เขาขยายความด้วยว่า ระบอบเหล่านี้จะต้องมีแบบแผนเป็นรูปธรรมที่จะสามารถพัฒนาคุณค่าเชิงนามธรรมต่อไปได้ คนแรกที่ตระหนักเรื่องนี้คือสถาปนิกฮิปโปดามุสแห่งมิเลตุส แม้บุรุษผู้นี้ไม่รู้เรื่องการเมืองเลย แต่เขาก็สามารถร่างผังเมืองในอุดมคติที่มีการบริหารปกครองอย่างดี เมืองของฮิปโปดามุส (หรือเมืองของอริสโตเติล) นี่คือภาพสะท้อนอุดมคติทางประชากรศาสตร์ของชาวกรีก พลเมืองที่จำกัดวงอยู่ในชนกลุ่มหนึ่ง แยกบทบาทหน้าที่ในสังคมนั้น

เมืองในอุดมคติของอริสโตเติลมีลักษณะดังนี้


  • ปิตาธิปไตย ผู้หญิงไม่มีอำนาจในการปกครอง

  • ประชาธิปไตย ในความหมายที่ว่า ให้อภิปรายปัญหาบ้านเมืองได้อย่างเปิดเผย แต่เฉพาะพลเมืองเท่านั้นที่มีสิทธิ

  • ใช้อำนาจทหาร แต่ไม่มีการขยายดินแดน เพราะเมืองในอุดมคติจะต้องมีพื้นที่อันจำกัด

  • ฐานันดรของชนชั้นสูงนำถูกกำหนดขึ้นมาสำหรับพลเมืองที่คัดสรรแล้วจำนวนหนึ่งเท่านั้น เป็นคนประเภทที่มีบุญวาสนามาตั้งแต่เกิด พวกนี้จึงมีสิทธิที่จะใช้แรงงานทาสที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า

" อุดมคติเช่นนี้นี่เอง ทุกอย่างจึงเต็มไปด้วยการเมืองแบบแย่ ที่มาจากอำนาจการปกครองอีกชั้นหนี่ง"


นักคิดที่ซับซ้อน ก็สร้างความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนมากมาย.....

6.8.52

เอ็นจีโอ แค่ไหน



เอ็นจีโอ เป็นคำสาธารณะ คำเฉพาะ แต่เป็นลักษณะงาน คนที่ทำงานเพื่อสังคมแนวนี้มักชอบเรียกตัวเองว่า นักพัฒนา เพราะในอดีตเอ็นจีโอทำงานชัดเจนว่าเป็นนักพัฒนา วิ่งต้านกระแสการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ชุมชนในชนบทมองเห็นถึงปัญหาของปฏิวัติเขียวในอนาคต ก่อนทีจะล่มสลายเพราะการทำลายทรัพยากรที่มีอยู่อย่างละโมบ การที่ตามประเด็นจากแผนการพัฒนา กลายเป็นเรื่องหลักที่จะทำและสร้างความเข้าใจ แต่การพัฒนาสู่ระบบทุนนิยมก็ยากที่จะต้าน เป็นความใหม่ที่ใครคิดว่าจะยั่งยืน


แต่มาวันนี้โลกมันเปลี่ยน เอ็นจีโอ เองก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเช่นกัน ไม่อาจจะพัฒนาอย่างเดียว แล้วมองข้ามการทำงานกับสื่อ ในโลกไร้พรมแดน การสื่อสารหลากระบบแบบนี้ เพราะสื่อเหล่านี้ได้สร้างกระแสทางสังคมได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือทีต้องนำมาใช้ แต่การสื่อสารก็ยังเป็นเรื่องไม่ถนัดไม้ถนัดมือนัก อาศัยสื่อภายนอก น้อยมากที่คิดจะสร้างสือด้วยมือตัวเอง แต่ก็เข้าใจว่าเอ็นจีโอยังไม่ใช่นักสื่อสาร เป็นเพียงนักรณรงค์ที่เริ่มต้นเท่านั้น รณรงค์เท่าที่เข้าใจ รณรงค์เท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น ด้วยวิธีการแบบนี้ที่ทำกันมานาน ส่วนหนึ่งของปัญหาการสื่อสารสู่สังคม ทำให้ยังคงมีคำถามว่า ....เอ็นจีโอทำอะไร ประท้วงอย่างเดียวหรือเปล่า มันเป็นคำถามที่ได้ยินมาหลายปี แล้วก็ยังได้ยินจากคนนอกอีกเหมือนเดิม นี่คือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยน แต่เอ็นจีโอต้องทำให้เปลี่ยนคำถาม


ใช่ เอ็นจีโอ ขาดการสื่อสารกับคนภายนอกหรือคนทั่วไป กับสาธารณะ แต่เอ็นจีโอหลายกลุ่มต่างก็พยายามอย่างหนักที่จะสร้างการสื่อสาร ซึ่งสื่อสารหมายถึงการนำเนื้องานมาสื่อสารให้สังคมรับรู้ในวิธีการต่างๆ หรือเป็นแนวงานรณรงค์ เผยแพร่ เพื่อให้รู้ถึงกิจกรรมและงานทางสังคมเหล่านั้น เพราะเอ็นจีโอทำงานประเด็นมากมาย ทำงานกันหลายเรื่องทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ จนถึงระดับโลก บางทีทำหลายประเด็นหลากมิติจนหลงลืมที่จะสื่อสารกับสังคมในประเด็นที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ


สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อย หากต้องทำงานตามกติการของแหล่งทุนจนมากเกิน การทำงานตามโครงการจนมองไม่เห็นสิ่งที่ทำนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไม่ใช่มาจากโครงการระยะสั้น จบแล้วก็จบลง บางทีเริ่มปฎิวัติแหล่งทุนบ้างก็ดี เพื่อให้โครงการบางโครงการต้องดำเนินต่อไป เพื่อเป้าหมายตามที่ต้องการ อันนี้เอ็นจีโอเท่านั้นที่รู้ อย่าทำงานตามนิ้วชี้เป็นใช้ได้ อันนี้อาจจะยาก แต่ก็น่าลอง...ขบถสักครั้งจะเป็นไร พี่น้อง ว่าไหม ไม่เช่นนั้นพวกเราก็จะทำงานตามเนื้องานไปตามวันเดือนปี ซึ่งน่าเบื่อสิ้นดี (อันนี้แหล่งทุนก็ต้องเข้าใจ ไม่เช่นนั้นเงินก็จะละลาย โดยการเปลี่ยนแปลงยังไม่ปรากฏ หรือปรากฎก็เห็นเพียงลางๆ)


แต่วันนี้คนรุ่นใหม่ก็ต้องการเป็นเอ็นจีโอรุ่นใหม่ ในขณะที่เอ็นจีโอรุ่นเก่าก็ยังอยากเป็นเอ็นจีโอรุ่นเก่า เก๋า ตามแบบฉบับของตัวเอง แล้วมันจึงเป็นเช่นนั้นเอง

5.8.52

โลกหมุน เราก็หมุน



เมื่อโลกเปลี่ยน แนวคิด กระบวนทัศน์ก็ต้องเปลี่ยน ...โลกปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ การเรียนรู้ต้องรอบด้าน ต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง และนี่คือความสำคัญของคนรุ่นใหม่ ที่จะต้องเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะทำให้รอดและแข่งขันให้ทัน กลายเป็นเรื่องจำเป็นเหนืออื่นใด การพัฒนาประเทศ พัฒนามนุษย์จะต้องตามให้ทันโลก เหมือนที่ฮิลลารี่ คลินตัน ได้แสดงทัศนะเมื่อคราวมาเยือนไทยไว้ว่า โลกอนาคตต้องการคนที่จะมาพัฒนาและพร้อมที่จะแข่งขัน ท่ามกลางโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน และสำคัญที่สุดการคิดถึงประเทศชาติ ต้องรักชาติ นี่คือการมองที่เป็นจริง และหลายคนก็มองและคิดอย่างเธอ แต่ในทางปฏิบัตินั้นเป็นได้แค่ไหน เรามองไปข้างหน้าแค่ไหน แล้วอย่างไร

หากมองอย่างผู้นำ เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งแรกที่จะต้องเตรียมพร้อม และสร้างศักยภาพมนุษย์ในการแข่งขัน ประเทศไทยเองพยายามจะให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ แต่ยากอย่างสาหัสในเมื่อมีแนวคิดแต่ไม่เคยพัฒนาให้ทันแนวคิดที่ว่า ระบบที่ว่านี้ยังอยู่ในกรอบของศักยภาพของคนปิดและไมยอมรับอะไร โดยเฉพาะหากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง แล้วส่วนใหญ่คนในประเทศนี้เป็นแบบนี้
ไม่เพียงแค่มองโลกโลกาวัฒน์เท่านั้น แต่เราต้องมองว่าที่ตัวเองให้มากที่สุดและต้องฟังความคิดคนอื่นให้มากขึ้น เพื่อจะได้เห็นรอบด้าน เห็นบางมุมมองที่เรามองข้ามไป วันนี้เราต้องเปลี่ยนตามโลก เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ในการก้าวต่อ ไม่ว่าจะอาชีพใดก็ตาม เพราะทุกอย่างจะต้องดำเนินต่อไป ขึ้นลงเท่าเทียมกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่อาจคาดการณ์ แต่การเตรียมนับว่าสำคัญ เราอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาที่มองไม่เห็นวันนี้ แต่เราพอจะประเมินได้จากการเรียนรู้ร่วมกัน และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเปลี่ยนเพื่อประเทศชาติ

หากเราเปลี่ยนแล้วมีจุดหมายเดียวกันว่าทำเพื่อประเทศชาติ ลดการหาประโยชน์ส่วนตน ประเทศไทยจะก้าวไกลกว่านี้ เพราะเรามีคนรุ่นใหม่เก่งหลายคน เพียงแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงเท่านั้นเอง

4.8.52

ทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำอันกว้างใหญ่ แห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ชุมชน

ทะเลสาบสงขลาเป็นลุ่มน้ำที่เชื่อมต่อกับชุมชนจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนับว่าทะเลสาบ ลุ่มน้ำแห่งนี้เป็นจุดแลกเปลี่ยนการค้าชุมชนที่สำคัญ พื้นที่ของใครมีอะไรขายแลกเปลี่ยนกัน เช่น ข้าว ปลา อาหารทะเล สินค้าพืชผลต่างๆ หรือแม้กระทั่งผ้า เครืองจักสานต่างๆ ที่มีการผลิตการใช้ที่แตกต่างกัน

ะเลสาบสงขลาผืนน้ำกว้างใหญ่เล่าริมฝั่งน้ำได้ด้วยภาพวิถีชีวิต เรื่องริมน้ำนั้นย่อมผ่านประวัติศาสตร์เมือง ชุมชนริมทะเลสาบมีเรื่องราวมากมายให้ค้นหา วันนี้บ้านเรือนริมทะเลสาบสงขลายังงดงาม แม้บางหลังคาเรือนจะถูกปล่อยร้างจนผุพังก็ตาม แต่เราก็ยังได้เห็นรายละเอียดของบ้านเรือนในอดีตได้ไม่ตกหล่น บ้านเรือนแต่ละหลังบ่งบอกให้รู้ได้ว่า ที่นี้เคยเป็นทำเลค้าขายสำคัญของคนในแถบลุ่มน้ำทะเลสาบ ความมั่งคั่งทางการค้าและชุมชนที่นี่เคยรุ่งเรืองมาก่อน

ตลอดถนนสายเล็กๆ ที่ลัดเลาะไปตามชุมชนริมทะเลสาบชวนให้เพลิดเพลินไม่น้อย ภาพหนึ่งด้านเป็นสวน อีกด้านเป็นผืนน้า แหล่งอาหารสำคัญ และเราก็ยังได้ชมวิถีชาวประมง เห็นเครื่องมือประมงและการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ บริเวณเกาะยอ

นอกจากวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบทะเลสาบสงขลา จนถึงทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ที่น่าสนใจแล้ว พื้นที่ของลุ่มน้ำตั้งแต่ป่าต้นน้ำ ที่ราบ ปากแม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบ และพื้นชายฝั่งทะเล ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ต่างก็เกื้อกูลต่อวิถีชีวิตของชุมชนกลุ่มต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยฐานทรัพยากรที่มีความหลากหลายนี้ เป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำหนึ่งของภาคใต้ ทางชายฝั่งตะวันออก ในพื้นที่ 9,807 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช พื้นดิน 8,761 ตารางกิโลเมตร และพื้นน้ำ 1,046 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนของทะเลสาบ ต้นน้ำอยู่ทางตะวันตก (เป็นเทือกเขาบรรทัด) มีสายลำคลองเล็กใหญ่ไหลลงสู่ทะเลสาบ

ความที่เป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ของประเทศ ระบบนิเวศน์ ความอุดมสมบูรณ์ที่มาพร้อมกับสายน้ำจากต้นน้ำเทือกเขาบรรทัด ที่ผ่านมา พบโลมาอิรวดีในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตายไปแล้ว 17 ตัว จากข้อมูลของ "ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง" พบว่าโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาอยู่ในภาวะ "ใกล้สูญพันธุ์" และพบเพียง 20-25 ตัว โดยมีอัตราการเกิดประมาณปีละ 4 ตัว และตายปีละ 4 ตัว หากสภาพของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอยู่ในภาวะวิกฤติและมีแนวโน้มโลมาทำให้โลมาอิรวดี และโลมาหัวบาตร อาจจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยภายใน 5 ปี

ปัจจุบันปัจจุบันลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสื่อมโทรมเนื่องมาจากหลายสาเหตุ และส่งผลกระทบ ตั้งแต่คนต้นน้ำจนถึงคนปลายน้ำ ดังนั้นมีเกิดผลกระทบขึ้นกับคนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจุดใดจุดหนึ่งจึงส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่ผ่านมามีการพูดคุยประเด็นความเสื่อมโทรมของทะเลสาบมานานมาก และมาถึงวันนี้เรายังคงต้องพูดกันต่อไปจากสภาพลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เสื่อมโทรม อย่างไรก็ตามการ "ฟื้นฟูลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา" และวิถีของผู้คนรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน พร้อมปรับปรุงระบบนิเวศในพื้นที่ให้ได้ระดับที่ดีกว่าเดิม เพราะนี่คือแหล่งความมั่นคงทางอาหารของคนลุ่มน้ำเลสาบ ที่กำหนดวิถีการดำรงชีพแบบดั้งเดิม
บทความจาก http://www.ngosthailand.com/