7.9.54

รื่นรมย์ในมุมกลับ


ในคืนวัน...เราเก็บรายละเอียดและอ่อนโยนกับสรรพสิ่งแวดล้อมแค่ไหน
เรามองเห็นรุ้งกินน้ำ เห็นเมฆฝนโปรยปรายบ่อยครั้งแค่ไหน
เราหลงลืมบทเพลงอันไพเราะกันหรือไม่
ในโลกของสังคมมนุษย์เราข้ามผ่านความสวยงามของชีวิตไปมากน้อยแค่ไหน
เราเร่งรีบที่ทำ เร่งรีบที่จะให้ทุกอย่างจบลง โดยขาดที่จะใส่ใจกับความงดงามเล็กน้อย บางอย่างเสร็จสมบูรณ์อย่างเร่งรีบ มักไม่เคยมีอะไรให้เราสุขใจอย่างประทับใจ
ในวันเวลาที่ไม่เร่งร้อน หลุดพ้นเวลาแห่งความเร่งรีบชีวิตจึงมีจังหวะเวลาที่ได้หยุดมองและเฝ้าดู

มีคนกล่าวว่า ...การได้เห็นมักไม่สำคัญเท่ากับการเฝ้ามอง
หากเพียงเพราะการมองคือการได้สัมผัสและรับรู้จากภายในใจของเราเอง บางอย่างที่เราเห็นก็ไม่อาจทำให้เราสัมผัสรู้ได้ มันมีรายละเอียดเล็กน้อยจริง หากไม่สังเกตก็ไม่หยั่งรู้ได้เช่นกัน

โลกปัจจุบันได้ทำลายวันเวลาดีๆ ไปมากมาย อย่างที่เราเองไม่อาจรู้ตัว เราขาดรายละเอียดของชีวิตไปจนไม่อาจเรียกคืน สิ่งที่แวดล้อมในวิถีชีวิตใหม่ๆ เปลี่ยนใจคนให้เร่งรีบตาม จนไม่อาจหยุดใส่ใจในความมีชีวิตของตัวเอง

โลกและมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน แต่มนุษย์กลับสร้างขึ้นเองและหลอมจิตให้เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะด้วยวัตถุ เงินตรา หรือแม้กระทั่งจังหวะก้าวเดินของมนุษย์เอง แล้วมันก็เป็นไปได้จริงๆ
สิ่งที่ท้าทายจะยืนอย่างรื่นรมย์เช่นไรในโลกที่วุ่นวาย เร่งรีบอย่างไร้เหตุผล นิ่งเสียจนมึนงง

แต่สิ่งเดียวเท่านั้นจริงๆ ที่ทำให้โลกมันสวยงามคือ ความหวังและความฝัน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิตและรื่นรมย์อย่างที่สุด แม้ว่าฝันนั้นและหวังนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อม...
ยินดีกับมันเถอะ ฝันดีๆ จะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นเอง
คนช่างฝัน (อย่างที่จอห์น เลนนอน เคยพรรณนาไว้ในบทเพลงของเขา Imagine)

1.2.54

สิ่งที่เป็นอยู่และความเปลี่ยนแปลง

















มนุษย์ได้ลดทอนศักยภาพของธรรมชาติในการจัดการกับสภาพอากาศรุนแรงหลายๆ ด้าน...ที่ดินที่เข้าถึงได้ทั้งหมดของโลกราวร้อยละ 59 ได้เสื่อมสภาพไปแล้ว น้ำจืดครึ่งหนึ่งของโลกต่างเกี่ยวุข้องกับการอุปโภคของมนุษย์ พื้นที่ชุ่มน้ำราวครึ่งหนึ่งของโลกถูกผันน้ำออกหรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนสภาพ แนวปะการังหนึ่งในห้าของโลกถูกทำลาย ส่วนที่เหลืออยู่ก็เสียหายไปมาก
สรุปว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณลักษณะชอบทำลายตัวเอง ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดเวลาแล้วว่า ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจะสร้างความสูญเสีย หรือไม่ก็ทำลายอารยธรรมล่มสลาย...จากหนังสือ The winds of change

24.1.54

ความเสียงจากปัจจัยต่างๆ ต่อผลกระทบพื้นที่ชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย


ความเสี่ยงจากปัจจัยทางกายภาพและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย

ลักษณะทางกายภาพ
ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงระดับทางดิ่งของพื้นที่ราบชายฝั่งที่เทียบในเชิงสัมพัทธ์กับระดับของผิวหน้าทะเลซึ่งจะเป็นปัจจัยคุกคามที่สำคัญของพื้นที่จะขึ้นกับทั้งปัจจัยทางสมุทรศาสตร์และธรณีวิทยา แต่ปัจจัยเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ช้ากว่า
• ระดับทะเลทั้งระดับทะเลปานกลางและความแปรปรวนของระดับทะเลตามฤดูกาลหรือการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นเนื่องจากปัจจัยทางภูมิอากาศ
• ระดับของชั้นตะกอนตื้นและปัจจัยทางธรณีวิทยา อุทกวิทยา สมุทรศาสตร์และนิเวศวิทยาที่กำหนดเสถียรภาพและสมดุลย์ของแรงที่กระทำต่อชั้นตะกอน
• ระดับของชั้นทรายและปัจจัยทางอุทกธรณีของชั้นน้ำบาดาล
• ระดับของชั้นหินเปลือกโลกและกระบวนการทางธรณีฟิสิกส์และเทคโทนิคที่เกี่ยวข้อง

มองชีวิตผ่านเวลา













เราจะถกเถียงกันไปทำไมกับชีวิต ในเมื่อชีวิตมันมีวันเวลาของมัน ผ่านอายุของเรา ...ผ่านไปแล้วก็จบลง
โลกทีล้อมรอบชีวิต ล้วนบอกเรื่องราวของเราด้วยธรรมชาติของความเป็นจริง เพียงแต่เราจะใส่ใจที่จะเฝ้ามองและเรียนรู้หรือไม่

สิบปี...ผ่านไปอีกสิบปี จนกระทั่งบั้นปลาย นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต เพราะห้วงสุดท้ายเช่นนี้เราจะรู้จักชีวิตได้ดีที่สุด

วันนี้เราอาจจะมีชีวิตอยู่อย่างผ่านเลย ...และว่างเปล่า หรือบางคนอาจจะมีชีวิตอย่างไร้คำถาม
แต่ท้ายที่สุด..ความสุขที่แท้จริงก็คือชีวิตที่ล้วนเป็นเหมือนกันหมด
อย่ามีคำถามกับตัวเองในห้วงสุดท้าย เพราะทุกอย่างเราล้วนกระทำมันขึ้นมา ด้วยความเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
ความสุขแห่งนัยยะที่ว่า ...ทำให้คนอื่นมีความสุขและเราก็มีความสุขที่จะทำ แค่นี้เพียงพอกับชีวิต ทั้งชีวิตที่มีอยู่และจากไป

23.1.54

บทสรุปปัญหาใหญ่ที่ใกล้เมือง


บทสรุป น้ำท่วม น้ำทะเลหนุน พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยและกรุงเทพฯ
ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมประกอบด้วย 4 ปัจจัยคือ
1.ปริมาณฝนที่ตกลงมา ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5-10% ต่อปี
2.การทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งในอดีตแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดตัวต่ำลงประมาณปีละ 100 มม.แต่ในปัจจุบันหลังมีมาตรการห้ามขุดเจาะน้ำบาดาล อัตราการทรุดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ10-20 มม.
3.ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีอัตราน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 3 มม.
4.ผังเมืองและความแออัดของชุมชนเมือง ทำให้พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงกว่า 50% เมื่อมีน้ำเหนือไหลมาหรือมีปริมาณฝนมากขึ้นจึงไม่มีพื้นที่รองรับน้ำ