สถานการณ์สิ่งแวดล้อม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้เราเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น
ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมหรือประเมินคร่าวๆ
ถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคตอันใกล้ การให้ความสนใจในข้อมูลเหล่านี้จะช่วยลดผลกระทบที่สร้างความเสียหายมหาศาล
สิ่งจำเป็นที่พึงกระทำก็คือ การเรียนรู้และปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจากดาวเทียมชี้ให้เห็นว่า ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศสูงขึ้น 4% ยิ่งมีปริมาณไอน้ำในบรรยากาศมากขึ้นเท่าไหร่
โอกาสที่จะเกิดฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากการที่ผิวโลกร้อนขึ้นหมายถึงการเพิ่มความชื้นในบรรยากาศและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดภัยพิบัติดังกล่าวสูงขึ้นเป็นสองเท่า อีกทั้งข้อมูลอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายปีทั่วโลกชี้ชัดว่า
อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก
และหมายรวมถึงสภาพอากาศสุดขั้วอื่นๆ ให้เพิ่มมากขึ้น
ในทางทฤษฎี ไอน้ำส่วนเกินในบรรยากาศน่าจะส่งความร้อนเข้าสู่พายุลูกใหญ่ๆ
เช่น เฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่น โดยเพิ่มแรงลอยตัว
ซึ่งส่งผลให้พายุมีขนาดใหญ่และกำลังแรงขึ้น ตามแบบจำลองมีการคาดการณ์ทำนายว่า
ภาวะโลกร้อนอาจเพิ่มกำลังของเฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นโดยเฉลี่ยร้อยละ 2 ถึง 11 ภายในปี 2100
นักภูมิอากาศวิทยารายงานว่า แนวฝนเขตร้อน ( Tropical rain belt ) แผ่กว้างขึ้นแล้ว
พื้นที่แห้งแล้งกึ่งโซนร้อนกำลังแผ่ไปทางขั้วโลกมากขึ้นและเข้าสู่ภูมิภาคต่างๆ
เช่น ตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ทางใต้ของออสเตรเลียและยุโรปใต้ ทำให้ภูมิภาคเหล่านี้มีโอกาสเกิดภัยแล้งรุนแรงและยาวนานมากขึ้น
ถัดจากภูมิภาคกึ่งโซนร้อนขึ้นไปเป็นช่วงละติจูดกลาง
เส้นทางพายุกำลังเคลื่อนสู่ขั้วโลกเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มในระยะยาวนอกเหนือจากการผันผวนตามฤดูกาลในแต่ละปีของลานีญาหรือเอลนีโญ
จำนวนพายุฝนที่เพิ่มขึ้น
มากขึ้นและถี่ขึ้นมากกว่าปกติ การเกิดคลื่นความร้อน น้ำแข็งละลาย แม่น้ำหืดแห้ง
หรือชายฝั่งพังทลาย ทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนภัย ขณะเดียวกันแนวโน้มความหลากลายทางชีวภาพลดลง
เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นบวกกับความแห้งแล้งเพิ่มขึ้น
ซึ่งทำให้ที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนไป นั่นหมายความว่า ระบบนิเวศทั่วโลกทั้งวงจรกำลังเปลี่ยนไปและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อวงจรชีวิตนับร้อยนับพัน
สิ่งมีชีวิตล้วนต่างปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ไม่เท่ากันทำให้พันธุ์สัตว์
พันธุ์พืชบางชนิดเริ่มสูญพันธุ์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับความปรวนแปรของสภาพอากาศ
แต่ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นับเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกย่อมน่าวิตกกังวล
เมื่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่อาจคาดการณ์และยากต่อการวางแผนการผลิตในภาคส่วนของเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ
ทั้งดินและน้ำ จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน
ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
เมื่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชอาหารในภูมิภาคแห่งนี้อย่างมาก
ได้แก่ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดเป็นพื้นที่ที่มีการพึงพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก
ซึ่งประชากรลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง 60 ล้านคน ราว ๆ ร้อยละ 70
ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ชาวนาและชาวประมง
นอกจากนี้ลักษณะทางภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งในหลายพื้นที่จึงทำให้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงครั้งนี้
โครงการแม่โขง เออาร์ซีซี ( Mekong ARCC - Mekong Adaptation and
Resilience to Climate Change) พยากรณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงด้านอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนจะกระทบต่อความเหมาะสมในการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชอาหารในลาว
กัมพูชา ไทย และเวียดนาม รวมทั้งยังพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงหลายพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดหลายพื้นที่
จากการศึกษาคาดว่า ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่างอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 4-6 องศาเซลเซียสภายในปี พ.ศ.2593 ซึ่งทุกประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ดร. เจอเรมี่ แครูว์-รี้ด หัวหน้างานศึกษาผลกระทบและความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงของประเทศในกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งเมื่อผลการศึกษาบ่งชี้ว่า
ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รุนแรงเกินกว่าที่นักวิจัยเคยคาดการณ์ไว้
ทั้งเรื่องอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน”
การเผชิญกับสภาพอากาศในอนาคตทำให้บางประเทศในภูมิภาคนี้ต่างเตรียมรับมือในหลายรูปแบบ
ได้แก่ การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม การอพยพชุมชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
การเลือกพันธุ์พืชระยะสั้นปลูกทดแทน การหาแหล่งน้ำจืดสำรอง เป็นต้น การวางแผนอนาคตเพื่อรับมือกับภัยพิบัติจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
ณ เวลานี้
จากข้อมูลที่อยู่มากมายเพียงพอที่จะยืนยันถึงสถานการณ์ในอนาคต
เพียงแต่จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ขณะเดียวกันเราอาจจะไม่มีทางเลือกในบางเรื่อง
แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วและวิธีการที่ฉลาดที่สุดก็คือ
การลงมือจัดการกับปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด เช่น การปรับปรุง
พัฒนาพันธุ์พืชที่ทนทานต่อภัยแล้ง การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนให้สามารถรับมือกับน้ำท่วม
ลมแรง การเตรียมพื้นที่อพยพชั่วคราว การสำรองอาหาร น้ำดื่มและยา รวมทั้งการออกมาตราการและนโยบายที่ไม่สนับสนุนให้คนสร้างอาคารบ้านเรือนในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ก็ยังคงเดินหน้ารณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปพร้อมกับโลกทุนนิยมที่พัฒนาและบริโภคทรัพยากรอย่างไม่จบสิ้นเช่นนี้
เรากำลังก้าวสู่โลกที่ไม่เหมือนเดิมในเรื่องของสภาพอากาศ
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ภัยธรรมชาติที่เราไม่เคยได้สัมผัส
เรายืนอยู่บนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ปัจจุบันและอนาคต
ข้อมูลอ้างอิงจาก IPCCC
บทความจากโลกสีเขียว เรื่องผลกระทบโลกร้อนในลุ่มน้ำโขงตอนล่างยิ่งเลวร้ายถ้าไม่รับมือตั้งแต่วันนี้
