ความแตกต่างระหว่างภูมิอากาศ (climate) กับลมฟ้าอากาศ (weather) ทั้งนี้สภาพลมฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้สัมผัสได้ในแต่ละวัน
ส่วนภูมิอากาศนั้นหมายถึงรูปแบบอากาศระยะยาวที่ควบคุมฤดูกาลในแต่ละภูมิภาค
ภูมิอากาศไม่ได้ควบคุมภูมิศาสตร์
แต่ภูมิอากาศอาจทำให้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่มีอยู่มลายหายไป เช่น
ภูมิอากาศอาจไม่ใช่ต้นเหตุเดียวของโรคระบาด แต่ก็สามารถสร้างบริบทที่เอื้อต่อพาหนะนำโรคได้
ทั้งสองสิ่งนี้เกี่ยวโยงกันและมีผลต่อสภาพแวดล้อมที่รูปแบบต่างๆ
ภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้ลมฟ้าอากาศผิดปกติในทุกช่วงฤดูกาล
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศย่อมส่งผลรุนแรงเช่นกัน
จุดอ่อนของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นปัญหายิ่งกว่าการปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศโลกแบบใหม่คือ
สภาพภูมิอากาศผันผวน การเปลี่ยนแปลงแบบขึ้นๆ ลงๆ
มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจากร้อนเป็นเย็นอย่างกระทันหัน
ย่อมส่งผลทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งส่งผลให้เกิดการระบาดของเชื้อโรค
พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ฯลฯ คำว่าขึ้นๆลงๆ อาจจะดูไม่ค่อยมีพิษมีภัย แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิอากาศก็ทำให้เราตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆนั้นก็อาจส่งผลทำลายล้างมหาศาลได้
อย่างเช่นยุคน้ำแข็งน้อย
โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนเราคาดไม่ถึง ในขณะที่ผลกระทบค่อยสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
แต่จะค่อยรุนแรงจนไม่สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก ระดับอุณหภูมิโลกที่ผิดปกติย่อมมีผลต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งเล็กๆที่ยังมองไม่เห็น
แต่ก็มีผลกระทบเป็นวงกว้างที่เชื่อมโยงกับหลายสิ่งอย่าง ประเด็นที่มีผลต่อความเปราะบางสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประกอบด้วย
3 เหตุผลคือ
1 ไม่สามารถคาดการณ์ใดๆ
ได้เลยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
2 พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในเขตร้อนชื้นจะเป็นส่วนที่มีความเปราะบางมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงเล็กน้อย
3 ภูมิภาคต่างๆ
ล้วนแต่มากไปด้วยความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ของโลก
ความหลากหลายทางชีวภาพตอบสนองเกินคาดต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและไม่อาจคาดการณ์ถึงขอบเขตวงจำกัดของสภาพพื้นที่และขึ้นอยู่กับพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ว่ามีศักยภาพในการปรับตัวแค่ไหน
อันได้แก่ สายพันธุ์ ขีดความสามารถ
แหล่งที่อยู่อาศัยและระบบนิเวศที่มีปฎิกิริยาตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนั้น
อัตราการสูญเสียพันธุ์พืชในปัจจุบันชัดเจนว่า
โลกอาจจะสูญเสียมากถึง 20%
ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกในอีก 20-40 ปี ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดอยู่ในป่าฝนเขตร้อน
หากการคาดการณ์สถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบันถูกต้อง
เราต้องเผชิญกับการสูญเสียสายพันธุ์พืช 20% ของทั้งหมด 20,000 สายพันธุ์ที่เรามีอยู่
ซึ่งตกอยู่ในภาวะการสูญเสียทางพันธุ์กรรมอย่างรุนแรง เพราะทำให้ความสามารถในการสืบพันธุ์และการปรับตัวลดถอยลงไปเรื่อยๆ
เป็นการสูญเสียศักยภาพในการวิวัฒนาการตนเอง เมื่อถึงเวลานั้นจะเหมือนอยู่ในสถานการณ์การสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่เหมือนเช่นที่ผ่านมา
ระบบนิเวศถึอเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลก
ทุกอย่างล้วนเชื่อมต่อเป็นห่วงโซ่อาหารไม่สามารถแยกออกจากกันได้
โลกนับจากนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ ซึ่งการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพเป็นคำตอบที่ดีในเรื่องของการบรรเทาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มหาสมุทรและป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการดูดซับคาร์บอน
ในขณะที่ป่าชายเลนสามารถป้องกันชายฝั่งจากพายุชายฝั่งและจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
ถ้าเรามองไปที่โครงสร้างของความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญเสียไป
เราจะเห็นว่าธรรมชาติในโลกของเราได้ถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วจากสภาพภูมิอากาศ
โลกได้สูญเสียสายพันธุ์ของนก 13% สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 25%
ปะการัง 33% และอีก 40% ประเภทของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ยังเผชิญกับภัยคุกคามอยู่
ดังนั้นยุทธศาสตร์ในการอนุรักษ์
การป้องกันพื้นที่ระบบนิเวศบนโลกจะต้องเร่งมือ อย่างเช่น การเตรียมการอพยพสัตว์
การเตรียมพร้อมป้องกันจากการคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากการป้องกันพื้นที่ในส่วนของความหลากหลายทางชีวภาพจะเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะคาดไม่ถึง
นอกจากยุทธศาสตร์ในการอนุรักษ์แล้ว น่าจะต้องรวมไปถึงขีดจำกัดทางศักยภาพของหน่วยงานรัฐ
ซึ่งจะสัมพันธ์กับรายได้ของประเทศนั้นๆด้วย สิ่งคาดการณ์เป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งหมด
เพราะจะส่งผลต่อชุมชน สังคมมนุษย์ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเป็นกระบวนการสำคัญจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ใครจะเป็นคนจ่ายค่ายใช้จ่ายทั้งหมดจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมและสังคม
ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาตินั้นมีมูลค่ามหาศาล ทั้งจากการฟื้นฟูและการรับมือ
ซึ่งหมายความว่า เราจะใช้เงินมหาศาลกับเรื่องเหล่านี้ในทุกๆ ปี ซึ่งจะเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง
จากอดีตจนถึงปัจจุบันเราไม่อาจปฎิเสธกับเรื่องนี้ได้ สภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กระทบต่อมนุษย์
โดยเฉพาะปริมาณน้ำ อาหาร สุขภาพ และขยายวงกว้างที่เชื่อมโยงไปสู่การเกิดขึ้นของเชื้อโรค
การเกิดโรคระบาด ระบบนิเวศที่เปราะบางที่อาจนำไปสู่เรื่องของความมั่นคงทางอาหาร
ซึ่งล้วนมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแทบทั้งสิ้น
วันนี้โลกอยู่ในสถานการณ์ที่รอการช่วยเหลือ
มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาในอนาคต
ซึ่งเป็นความหวังเดียวที่ยังพอมีหวังในการชะลอและบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้น
(ข้อมูลบางส่วนจากรายงาน IPCC และ the guardian ภาพจากstartup-innovation-ecosystem-explained )
