ทางตันและคำพูดสุดท้าย “ หยุดการใช้ฟอสซิล เดี่ยวนี้” เราต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ถึง 50% ก่อนถึงปี 2020 ผลจากการ
วิจัยทั้งหมดจากทั่วโลก
ล้วนสรุปเป็นคำตอบเดียวกัน ที่สำคัญต้องเริ่มอย่างเร่งด่วน เพราะเราถูกจำกัดที่สามารถทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นได้แค่
2 องศาและอย่างน้อยก็ 1.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น
มากกว่านี้จะนำไปสู่หายนะภัยที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะรุนแรงเพียงใด
สิ่งที่เราเห็นกันมานานว่า อุตสาหกรรมมากมายบนโลกต่างใช้ฟอสซิล พลังงานราคาถูกที่สุดและสร้างปัญหามากที่สุด ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานมากก็เพิกเฉยมาโดยตลอด อะไรล่ะที่เราจะกระทำได้นอกจากเสียจากไม่สนใจใยดี และเดินหน้ายอมรับชะตากรรมที่ฟ้าบันดาลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อได้ยิน
เราก็พอรู้สึกกันได้ว่า มันเป็นได้ยากมากให้ลด เลิกการใช้ฟอสซิล
และหันไปสู่ทางเลือกใหม่ที่จะต้องมีการลงทุนมหาศาล สำหรับประเทศกำลังพัฒนาก็นับว่าแสนสาหัส
ยิ่งประเทศยากจนไม่ต้องพูดถึง บางทีมันอาจจะทำให้ระบบเศรษฐกิจบางประเทศพังพินาศ
เม็ดเงินจำนวนมากยังคงมีความจำเป็นต่อการสร้างประเทศในหลายประเทศที่มีปัญหามากมาย
ยิ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นก็ใช้เงินเยียวยากันจำนวนมหาศาล
เงินที่จะนำมาใช้กับพลังงานทางเลือกที่ยังมีราคาแพงก็ไม่ต้องพูดกัน ดังนั้นเมื่อฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกจึงถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ
ยิ่งประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ต่างก็เลือกใช้ฟอสซิลอย่างถ้วนหน้า
เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกลงไปเราจะพบว่า
“ สิ่งที่เรียกร้องให้หยุดการใช้ฟอสซิลจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากจะมีพลังงานทางเลือกทีมีนวัตกรรมสุดยอดราคาถูก
ประสิทธิภาพดีมาทดแทนกันได้ เรื่องนี้มันจึงจะเป็นจริง ” ปัจจุบันประเทศแคนาดาที่มีการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ
ที่ทำให้ประเทศของตนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งสะท้อนอะไรบางอย่างถึงความไม่จริงจังในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ
การเมือง ต่างก็มีนัยยะซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมันมีอยู่จริงในทุกๆ ประเทศ
ท้ายที่สุด
การเรียกร้องนั้นจะต้องมุ่งไปที่ผู้นำแต่ละประเทศในการผลักดันนโยบายของตนเอง
เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ “ Leaders must Act” ต้องเริ่มในทันทีอย่างรวดเร็ว
อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
แม้ว่าจะเป็นการกระทำนั้นอาจจะมีราคาค่างวดมิใช่น้อยก็ตาม ซึ่งนัยยะนี้จะต้องเป็นการปฏิบัติการร่วมกันทุกประเทศ
มิใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อชะลอผลกระทบจากภาวะโลกที่ใกล้ตัวมากขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม
การเดินหน้าต่อสู้กับภาวะโลกร้อนจะนำไปสู่ความยากลำบากพอๆกับการรับมือและการปรับตัว
เนื่องจากภาวะโลกร้อนนั้นทำให้เกิดคลื่นความร้อน
ความรุนแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศที่ไม่อาจปรับตัว
การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง ความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรม ความขัดแย้งทางสังคมที่มาจากความยากจนและนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจในที่สุด
....เราจะดำรงชีวิตอย่างไรในสภาวะเช่นนี้
โศกนาฎกรรมแห่งโลกในยุคการล่มสลายของทุกสิ่งอย่าง โลกจะโกลาหลทั้งจากการปรับตัว
รับมือและเตรียมตัว
นับจากปี
1990 ที่เราได้ยินคำๆ นี้ว่าเป็นเรื่องใหม่ เรื่องอนาคตอันไกลโพ้นในยุคนั้น
พอมาถึงปี 2014 ภาวะโลกร้อนก็ยังเป็นเรื่องเดิม
ที่พูดซ้ำกันจนไม่รู้จะพูดอะไร....นั่งเขียนเรื่องนี้มาเป็นหลายครั้งเกือบยี่สิบปี
เขียนจนรู้ว่า พวกเราต่างชอบเดินไปสู่ชะตากรรมที่เรารู้อยู่แก่ใจและไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกับเรื่องนี้เลย
ภาพจาก blogs.vancouversun.com
