เมื่อดินเปลี่ยนสภาพที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นดินที่ยากต่อการทำเกษตรกรรม
มันเป็นปัญหาอนาคตอันใกล้ที่มีผลทำให้รูปแบบการผลิตทางเกษตรกรรมต้องแสวงหาวิธีการต่างๆ
ในการปลูกพืชโดยการพัฒนาเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหามากขึ้น เพื่อการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ของความปรวนแปรจากสภาพภูมิอากาศและภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
เมื่อการทำเกษตรกรรมเริ่มวิกฤต
เพื่อความมั่นคงทางอาหารจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาระบบรูปแบบการผลิตอาหาร
เพื่อให้ได้ผลผลิตควรจะได้มากท่ามกลางปัญหาด้านการเกษตรกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อการบริโภคจำนวนมหาศาลจำเป็นต้องให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก
แผ่นดินเริ่มสู่สภาวะวิกฤตมากขึ้นจากปัจจัยมากมาย
นอกจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ผลพ่วงจากปรากฏการณ์เอลนีโญก็ยิ่งซ้ำให้ภาวะของการดำรงชีพยากยิ่งขึ้นไปอีก ปี 2016 เอลนีโญส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
ร้อนแล้งอย่างที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ความแห้งแล้งที่รุนแรงส่งผลกระทบทั่วโลก
ซึ่งภาคเกษตรกรรมจะเข้าสู่ความเลวร้ายและส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคเศรษฐกิจ
ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากถึง 84%
ปัจจุบันสัดส่วนของพื้นที่บนโลกในเวลานี้
พื้นที่ทำการเกษตรกรรมก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกันจากการใช้ที่ดินเพิ่มมากขึ้น
ในขณะที่แผ่นดินหลายส่วนบนโลกเสื่อมโทรมและแล้งจนกลายเป็นทะเลทราย
สภาพแผ่นดินเช่นนี้ไม่อาจจะพึ่งพาอาศัยได้อีกต่อไป ความแห้งแล้งที่ยาวนานยิ่งทำให้การผลิตทางการเกษตรเสียหายอย่างหนักและสภาพดินก็เสื่อมโทรมจนไม่สามารถทำการผลิตอีกต่อไปได้
นักวิจัยและเกษตรกรทั่วโลกพบว่า
แม้แต่ดินที่เสียหายก็สามารถฟื้นฟูได้
และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟื้นฟูดินให้กลับมาทำการเพาะปลูกให้ได้
ทุกวันนี้ประชากรจำนวนหกพันล้านคนแต่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงร้อยละ 11
ของพื้นผิวโลก ปี 2030 โลกจะมีประชากรราว 8,700 ล้านคน
จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าปัจจุบันมากถึงร้อยละ 30 ขณะเดียวกันพื้นที่การปลูกข้าวก็อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นพื้นที่เสี่ยงในการประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติจากอุณหภูมิและปริมาณฝน
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงนับเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก
ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศทำให้การผลิตลงอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนสภาพไป ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้ยากต่อการคาดการณ์และยากต่อการวางแผนการผลิตในภาคส่วนของเกษตรกรรม เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน
ข้อมูลจากงานศึกษาผลกระทบและความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงของประเทศในกลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
คาดว่า ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่างอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 4-6
องศาเซลเซียสภายในปี พ.ศ.2593 เมื่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชอาหารในภูมิภาคแห่งนี้อย่างมาก
ได้แก่ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม
ซึ่งประชากรลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง 60 ล้านคน ราว ๆ
ร้อยละ 70 ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ชาวนาและชาวประมง นอกจากนี้ลักษณะทางภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งในหลายพื้นที่จึงทำให้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงครั้งนี้
โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ
และจากการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า
ระบบนิเวศที่เป็นองค์ประกอบของความอุดมสมบูรณ์
จึงจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ไม่วิธีการใดก็วิธีการหนึ่ง
หรือแม้กระทั่งมนุษย์เองก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเอง
เพื่อการปรับตัวและการรับมือกับอนาคตอันใกล้
ด้วยการลดการบริโภคและเร่งมือในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ การดำรงอยู่ของวิถีชีวิตมนุษย์
ความมั่นคงทางอาหาร คือสิ่งสำคัญและแผ่นดินก็เป็นหัวใจของการดำรงอยู่
โดยจะต้องมีองค์ประกอบที่ทำให้ดินมีคุณภาพฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญสำหรับการบริโภค
ในช่วงระยะเวลานับทศวรรษที่ผ่านมา
แผ่นดินกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่
จากการใช้ที่ดินอย่างไม่ประนีประนอม
สารเคมีจำนวนมหาศาลถูกนำมาใช้จนดินเสื่อมสภาพ
ประกอบกับภัยแล้งจากปริมาณน้ำตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างกระทัน
เราจะมองอนาคตแผ่นดินอย่างไรให้สามารถกลับไปได้ดังเดิม
นี่คือ สถานการณ์แผ่นดินในปัจจุบัน
หลายพื้นที่แห้งแล้งจำเป็นจะต้องมีการฟื้นฟูสภาพแผ่นดิน
โดยมีการทำงานวิจัยอย่างจริงจังในหลายพื้นที่ เพื่อให้สภาพแวดล้อมกลับมาในทางที่ดีขึ้น
แผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข
เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปเช่นดังเดิม
